เจ็บคอ เป็นหวัดกินยาอะไรดี?
.
"ยาแก้อักเสบ" จำเป็นจริงหรือ?
.

หากใครมีอาการหวัด สามารถทานยาบรรเทาตามอาการได้เลยค่ะ เช่น ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ ยาแก้แพ้ลดน้ำมูก ยาแก้คัดแน่นจมูก นอกจากนี้สามารถใช้ยาบรรเทาอาการอื่นๆ เช่น ยาอม สเปรย์พ่นคอลดการระคายเคือง ขับเสมหะก็เป็นตัวช่วยที่ดี ซึ่งอาการหวัดของแต่ละคนอาจจะต่างกันได้ และอาการหวัดเป็นไปได้ทั้งการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสค่ะ หากมีอาการเจ็บคอจากไวรัสมักจะมีอาการ 4-5 วัน

คำหนึ่งที่พบบ่อย ๆ ในร้านยา ว่า "อยากได้ยาแก้อักเสบ" วันนี้จะมาบอกว่า
#ยาแก้อักเสบ จำเป็นจริงหรือไม่?
ก่อนอื่นรู้จักยาแก้อักเสบกันก่อน "ยาแก้อักเสบ" คือยาบรรเทาอาการอักเสบ และอาการอักเสบที่ว่านั่นก็คือ เจ็บ บวม แดง นั่นเอง ดังนั้น หากมีอาการดังกล่าวสามารถทานเพื่อบรรเทาอาการอักเสบได้ค่ะ ยาแก้อักเสบเช่น Ibuprofen, Naproxen, Leftose

รู้ได้อย่างไรว่าเจ็บคอนี้เกิดจาก เชื้อแบคทีเรีย ?
อาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่พบบ่อยคือเชื้อ Group A Streptococcus (GAS) หรืออีกชื่อ Streptococcus pyogenes

อาการเด่นคือ ทำให้เจ็บคอกลืนเจ็บ หรือมีจุดหนองในคอ คอบวมโตหรือกดเจ็บ มีไข้ (สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส) ไม่มีอาการไอ โดยเฉพาะเด็กอายุ 3-14 ปี หากมีเกณฑ์ดังกล่าวอย่างน้อย 3 ประการ ควรรับยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยทั่วไปอาการเจ็บคอมักดีขึ้น 2-4 วันหลังได้รับยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น สามารถทานยาแก้อักเสบเพื่อบรรเทาอาการได้ค่ะในระหว่างที่รอยาออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ
และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ "ควรทานยาฆ่าเชื้อจนครบ" ตามที่แพทย์หรือเภสัชกรบอกซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของยาเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในกรณีนี้เพื่อป้องกันไข้รูมาติก (Acute rheumatic fever) เป็นภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อตัวนี้ซึ่งอาจนำไปสู่การอักเสบของหัวใจทำให้ลิ้นหัวใจพิการได้ และเพื่อลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำค่ะ

ทานยาตามอาการ เช่น ยาลดน้ำมูก ยาแก้คัดแน่นจมูก ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ ยาแก้อักเสบเจ็บคอ

ล้างจมูกทุกวันโดยเฉพาะหากเป็นภูมิแพ้อยู่เดิมเพื่อระบายน้ำมูกที่เหนียวข้น เชื้อโรค สารก่ออาการแพ้

พักผ่อนและดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติมากๆในระหว่างวัน แต่หากเจ็บคอเกิดจากทอนซิลอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียสามารถทานน้ำเย็นจัดหรือไอศครีมเพื่อลดการอักเสบได้

หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ดจัด การสูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

ทานยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียกรณีมีการติดเชื้อแบคทีเรีย แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร